<< กลับหน้าหลัก

 พืชมีความต้องการธาตุอาหารต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ซึ่งธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชจะมีอยู่ด้วยกัน 16 ธาตุ คือ คาร์บอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, แคลเซียม, เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม และคลอรีน โดยธาตุคาร์บอน, ไฮโดรเจน และออกซิเจน พืชได้จากน้ำและอากาศ ส่วนที่เหลืออีก 13 ธาตุ แบ่งออกเป็นธาตุหลัก 6 ธาตุ และธาตุอาหารเสริม 7 ธาตุ ดังนี้ธาตุหลัก 6 ธาตุ ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และพืชต้องการในปริมาณที่มากจากดินคือ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, แคลเซียมธาตุอาหารเสริม ธาตุ ที่พืชใช้ในปริมาณที่น้อย แต่พืชจะขาดธาตุเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน คือ เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม และคลอรีน ปกติแล้วธาตุอาหารเหล่านี้จะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว แต่ในปริมาณที่น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมธาตุในดินทดแทนถึงความต้องการของพืชว่าต้องการธาตุต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต   

 

ธาตุอาหารตรึงได้จากน้ำและอากาศ 3 ธาตุ

1.   ธาตุคาร์บอน (C)

2.   ธาตุไฮโดรเจน (H)

3.   ธาตุออกซิเจน (O)

 

ธาตุอาหารหลัก 3 ธาตุ

1.   ธาตุไนโตรเจน (N) หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืชช่วยทำให้พืชตัวตัวได้เร็วในระยะแรกของการเจริญเติบโต ช่วยเสริมใบและลำต้นให้มีสีเขียวเข้ม และช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนให้แก่พืชที่ใช้เป็นพืชอาหาร เช่น ข้าวหรือหญ้าเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องควบคุมการออกดอกออกผลของพืช ช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยเฉพาะพืชที่ให้ผลและเมล็ด

     อาการของพืชที่ขายธาตุไนโตรเจน

     1. ใบจะเหลืองผิดปกติจากใบล่างไปสู่ยอด

     2. ลำต้นจะผอม กิ่งก้านลีบเล็ก และมีใบน้อย

     3. พืชบางชนิดอาจจะมีลำต้นสีเหลือง หรืออาจจะมีสีชมพูเจือปนด้วย

     4. ใบพืชที่มีสีเหลือง ปลายใบและขอบใบจะค่อย ๆ แห้งและลุกลามเข้ามาเรื่อย ๆ จนใบร่วงจากลำต้นก่อนกำหนด พืชจะไม่เติบโต หรือโตช้ามาก

2.   ธาตุฟอสฟอรัส (P) หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช 

     1. ช่วยให้ราดดึงดูดโปแตสเซียมเข้ามาใช้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น

     2. ช่วยแก้ผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากพืชได้รับไนโตรเจนมากเกินไป

     3. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากฝอยและรากแขนงในระยะแรกของการเจริญเติบโต

    4. ช่วยเร่งให้พืชแก่เร็ว ช่วยในการออกดอก และสร้างเมล็ดของพืช

    5. เพิ่มความต้านทานต่อโรคบางชนิด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี

    6. ทำให้ลำต้นของพืชจำพวกข้างแข็งขึ้นไม่ล้มง่าย 

            อาการของพืชที่ขายธาตุฟอสฟอรัส 

     1. พืชจะชะงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกรน พืชบางชนิดอาจจะมีลำต้นบิดเป็นเกลียว เนื้อไม้จะแข็ง แต่เปราะและหักง่าย

     2. รากจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายลงในดินช้างกว่าที่ควร ดอกและผลที่ออกมาไม่สมบูรณ์ หรือบางครั้งอาจหลุดร่วงไป หรืออาจมีขนาดเล็ก

     3. พืชจำพวกลำต้นอวบน้ำหรือลำต้นอ่อน ๆ จะล้มง่าย

     4. ใบแก่จะเปลี่ยนสีหรือพืชบางชนิดใบจะเป็นสีม่วง

     5. อาการจะเกิดขึ้นกับใบล่าง ๆ ของต้นขึ้นไปหายอด

3.   ธาตุโปแตสเซียม (K) หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช 

     1. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากดูดน้ำได้ดีขึ้น

     2. มีความจำเป็นต่อการสร้างเนื้อของผลไม้ให้มีคุณภาพดี

     3. ทำให้พืชมีคามต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ

     4. ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ

     5. ช่วยป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพืช เนื่องจากการได้รับไนโตรเจนและฟอสฟอรัสมากเกินไป

     6. ช่วยเพิ่มคุณภาพของพืชผักและผลไม้ โดยทำให้พืชมีสีสัน ขนาด ความหวาน และคงทนต่อสภาวะแวดล้อมได้

          อาการของพืชที่ขายธาตุโปแตสเซียม

      1. ขอบใบเหลือง และกลายเป็นสีน้ำตาล โดยเริ่มต้นจากปลายใบเข้าส่งกลางใบ ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลจะแห้งเหี่ยวไป จะเกิดจากใบล่างก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ลามขึ้นข้างบน พืชที่เห็นชัดคือข้าวโพด

      2. ทำให้ผลผลิตตกต่ำ พืชจำพวกธัญพืชจะทำให้เมล็ดลีบ มีน้ำหนักเบา พืชหัวจะมีแป้งน้อยและน้ำมาก ข้าวโพดจะมีเมล็ดไม่เต็มฝัก ฝักจะเล็กมีรูปร่างผิดปกติ ใบยาสูบมีคุณภาพต่ำ ติดไฟยาก กลิ่นไม่ดี พืชจำพวกฝ้ายใบจะมีสำน้ำตาลปนแดง สมอฝ้ายที่เกิดขึ้นจะไม่อ้าเต็มที่เมื่อแก่

 

ธาตุอาหารรอง 3 ธาตุ

1. ธาตุแคลเซียม (Ca)เป็นธาตุที่ต้นพืชนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตในตัวพืช ช่วยส่งเสริมการนำธาตุไนโตรเจนจากดินมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในระยะออกดอกและระยะที่สร้างเมล็ดพืชจะมีความจำเป็นมาก เพราะธาตุแคลเซียมจะมีส่วนในการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในพืช เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลและเมล็ดต่อไป
         
อาการของพืชที่ขาดแคลเซียมจะพบมากในบริเวณยอด และปลายราก ยอดอ่อนจะแห้งตาย และใบจะมีการการม้วนงอไปข้างหน้าและขาดเป็นริ้ว ๆ ซึ่งจะเกิดที่ใบอ่อนก่อน แก้ไขโดยการใส่ปูนขาว หินปูนบด หินปูนเผา เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือการใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน

2. ธาตุแมกนีเซียม (Mg) เป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียว ทั้งที่ใบและส่วนอื่น ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอาหารและโปรตีนพืช 
         
อาการขาดแมกนีเซียมจะสั่งเกตได้จาบใบพืช ที่เหลืองซีดบริเวณเส้นกลางใบที่อยู่ใกล้กับผล ถ้าหากอาการขาดรุนแรงใบแก่จะมีอาการมากกว่าใบอ่อน
         
การขาดธาตุแมกนีเซียม จะทำให้ผลผลิตลดน้อยลงและต้นพืชทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียมนั้น เพราะปริมาณแมกนีเซียมที่อยู่ในดินถูกชะล้างลึกลงไปเกินกว่าที่รากพืชจะดึงดูดมาใช้ได้ และการที่มีปริมาณโปแตสเซียมสะสมในดินมากเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ
         
การแก้ไข สามารถทำได้โดยการปรับปรุงสภาพดิน ความเป็นกรด ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการดูดเข้าไปใช้ของพืช และมีการใช้ปุ๋ยโปแตสเซียมที่พอเหมาะ ที่สำคัญก็คือ การฉีดพ่นทางใบด้วยธาตุอาหารเสริม ซึ่งมีธาตุแมกนีเซียมในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที

3. ธาตุกำมะถัน (S) กำมะถันมีความจำเป็นต่อการสร้างโปรตีนพืช เป็นองค์ประกอบของวิตามินบางตัวที่มีผลทางอ้อมต่อการสร้างสีเขียวของพืช ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหายใจและการปรุงอาหารพืช 
         
พืชที่ขาดกำมะถันจะมีเสียเขียวอ่อน หรือเหลืองคล้าย ๆ อาการขาดไนโตรเจน ใบขนาดเล็กลง ยอดของพืชจะชะงักการเจริญเติบโต ลำต้นและกิ่งก้านลีบเล็ก อาการขาดธาตุกำมะถันจะมีอาการแตกต่างจากขาดธาตุไนโตรเจน คือจะปรากฏที่ยอดอ่อนก่อน ส่วนใบล่างยังคงปกติ ถ้าอาการรุนแรงใบล่างก็จะมีอาการด้วยเช่นกัน ซึ่งจะตรงข้ามกับอาการของการขาดไนโตรเจน จะแสดงอาการที่ใบล่างก่อน
         
ดินที่มักพบเสมอว่าขาดธาตุกำมะถันคือ ดินทราย ซึ่งมีอินทรีย์วัตถุน้อย การเพิ่มกำมะถันในดิน นอกจากจะมีการใส่กำมะถันผงโดยตรงแล้ว การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาการขาดธาตุกำมะถันในดินได้เช่นกัน
         
แต่ข้อควรระวังในการใส่กำมะถันก็คืน หากใส่มากเกินความจำเป็นจะทำให้ดินเป็นกรดได้

 

ธาตุอาหารเสริม หรือจุลธาตุ 7 ธาตุ

1. ธาตุโบรอน (B) มีบทบาทเกี่ยวข้องต่อการดูดดึงธาตุอาหารพืช ช่วยให้พืชดูดเอาธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น มีบทบาทในการสังเคราะห์แสง การย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มคุณภาพทั้งรสชาติ ขนาด และน้ำหนักของผล เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต เพราะโบรอนจะควบคุมการดูดและคายน้ำของพืชในขบวนการปรุงอาหารอีกทางหนึ่ง
         
หากขาดธาตุโบรอน ส่วนที่จะแสดงอาการเริ่มแรกคืนยอดและใบอ่อน ส่วนที่ยอดและตายอดจะบิดงอ ใบอ่อนบางและโปร่งใสผิดปกติ เส้นกลางใบหนากร้าน และตกกระ มีสารเหนียว ๆ ออกมาตามเปลือกของลำต้น กิ่งก้านจะแลดูเหี่ยว ผลเล็กและแข็งผิดปกติ มีเปลือกหน้า บางทีผลแตกเป็นแผลได้
         
อาการขาดธาตุนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่อต้นพืชกระทบแล้งหรือขาดน้ำมาก ๆ ควรทำการปรับปรุงดินอย่าให้เป็นกรด-ด่างมาก และควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบที่มีองค์ประกอบของโบรอนด้วย

2. ธาตุสังกะสี (Zn) สังกะสีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช กล่าวคือ พืชที่ขาดธาตุสังกะสีจะให้ปริมาณฮอร์โมน IAA ในตายอดลดลง ทำให้ตายอดและข้อปล้องไม่ขยาย ใบออกมาซ้อน ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อยของพืชหลายชนิดในการสร้างอาหารและสังเคราะห์แสง จึงมีผลทางอ้อมในการสร้างส่วนสีเขียวของพืช
         
การแก้ไขที่และและให้ผลแน่นอนคือการฉีดพ่นทางใบ ด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบ

3. ธาตุเหล็ก (Fe) ธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบของโปรตีน และมีบทบาทสำคัญในการปรุงอาหารของพืช ช่วยกระตุ้นให้การหายใจและการปรุงอาหารของพืชเป็นไปอย่างสมบูรณ์
         
อาการขาดธาตุเหล็กจะแสดงออกทั้งทางใบและทางผล อาการเริ่มแรกจะสังเกตพบว่าใบอ่อนบริเวณเส้นใบยังคงมีคามเขียว แต่พื้นใบจะเริ่มเหลืองซีด ส่วนใบแก่ยังคงมีอาการปกติ ระยะต่อมาจะเหลืองซีดทั้งใบ ขนาดใบจะเล็กลงกว่าปกติและจะร่วงไปก่อนใบแก่เต็มที่ กิ่งแห้งตาย ส่วนอาการที่เกิดขึ้นกับผลผลิตคือผลผลิตจะลดลง ขนาดของผลเล็กและผิวไม่สวย ผิวเรียบและเกรียม การขาดธาตุเหล็กยังมีผลต่อการนเจริญของยอดอ่อนด้วย

          การแก้ไข ตามปกติช่วงความเป็นกรด-ด่างของดินที่พืชสามารถนำธาตุเหล็กไปใช้ได้คือ ค่า pH ระหว่าง 5.5-5.6 แต่ถ้าค่า pH ต่ำกว่านี้ จะทำให้ปริมาณของธาตุเหล็กมีมากเกินไปจนก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพืชได้ ธาตุเหล็กจะไปตรึงธาตุฟอสฟอรัสไว้จนพืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ การแก้ไขด้วยการฉีดพ่นธาตุอาหารเสริมทางใบ เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการขาดธาตุเหล็กได้

4. ธาตุทองแดง (Cu) หน้าที่ของธาตุทองแดง มีผลต่อพืชโดยอ้อม ในการสร้างส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช ช่วยเพิ่มโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ และป้องกันการถูกทำลายส่วนสีเขียว นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยในพืช ซึ่งมีผลต่อการปรุงอาหารยังผลต่อการเจริญเติบโตและการติดดอกออกผล
         
ธาตุทองแดงยังช่วยให้ต้นพืชสามารถดูดเอาธาตุเหล็กที่อยู่ในดินนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อาการของพืชที่ขาดธาตุทองแดงใบพืชจะมีสีเขียวจัดผิดปกติ แล้วต่อมาจะค่อย ๆ เหลืองลง ๆ โดยแสดงอาการจะยอดลงมาถึงโคน อาการขาดธาตุทองแดงพบมากในเขตดินเปรี้ยว การใช้ปุ๋ยฟอสเฟตอาจช่วยได้ หรือฉีดพ่นด้วยธาตุอาหารเสริม (ที่มีทองแดงประกอบ) ทางใบ

5. ธาตุแมงกานีส (Mn) ธาตุนี้มีผลกระทบต่อใบ เนื่องจากมีบทบาทในการสั่งเคราะห์แสง เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในต้นพืช และยังควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็กและไนโตรเจนในต้นพืชอีกด้วย
         
พืชที่ขาดธาตุแมงกานีสใบจะออกสีเหลือง ๆ ส่วนเส้นใบจะเขียวอยู่ปกติ โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเป็นจุดขาว ๆ หรือจุดเหลืองที่ใบ ต้นโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ พุ่มต้นโปร่ง
         
พืชที่แสดงอาการขาดธาตุแมงกานีส ต้องฉีดพ่นเข้าทางใบด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีส

6. ธาตุโมลิบดินัม (Mo) บทบาทและหน้าที่ของธาตุโมลิบดินัมในพืชนั้น ทำให้การทำงานของธาตุไนโตรเจนในพืชสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ ยังจำเป็นสำหรับขบวนการสร้างสารสีเขียวและน้ำย่อยภายในพืชบางชนิดด้วย
         
พืชที่ขาดธาตุนี้ ที่ใบแจะเป็นจุดด่างเป็นด้วย ๆ ในขนะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ ถ้าขาดธาตุนี้รุนแรง ใบจะม้วยเข้าข้างใน ลักษณะที่ปลายและขอบใบจะแห้ง ดอกร่วง และผลเคระแกรนไม่เติบโตเต็มที่

7. ธาตุคลอรีน (Cl) คอลรีนมีความสำคัญต่อขบวนการสังเคราะห์แสง มีผลทำให้พืชแก่เร็วขึ้น พืชที่ขาดธาตุคลอรีนใบจะซีด เหี่ยว และใบสีเหลืองบรอนซ์ ถ้ามีคลอรีนมากจำทำให้ของใบแห้ง ใบจะเหลืองก่อนกำหนด

 

     การเปรียบเทียบธาตุอาหาร

      การผลิตปุ๋ยหมักใช้เองโดยให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่จะใช้งานจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่พืชแต่ละชนิด การผลิตปุ๋ยจะต้องให้ตรงกับความต้องการของต้นพืช ในแต่ละช่วงระยะ เช่น ช่วงการเจริญเติบโต ระยะเวลา การออกดอก ระยะเวลาการผลิตผล และการรักษา บำรุง ซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของต้นพืช ให้มีความเจริยงอกงาม ตามระยะเวลาที่เมาะสม การเพิ่มสารอาหารแก่ต้นพืช ต้องศึกษาว่าช่วงใดต้นพืชต้องการ ไนโตรเจน(N) สูงระยะเวลาใดต้องการ หรือไม่ต้องการ ฟอสฟอรัส (P) และโปตัสเซี่ยม (K) การให้ปุ๋ยที่ตรงกับความต้องการของพืช จะต้องศึกษาว่าการผลิตปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพควรจะใช้ มูลสัตว์ชนิดใด ที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของพืชในระยะเวลาหนึ่งๆ เนื่องจากค่าไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโปตัสเซี่ยม (K) ในมูลสัตว์แต่ละชนิดมีค่าแตกต่างกัน การผลิตปุ๋ยหมักจึงต้องคำนึงถึงการนำมูลสัตว์และปริมาณการใช้ที่ถูกต้องเหมาะสม ตลอดจนการเลือกมูลสัตว์ที่จะนำไปใช้ในการผลิต ปุ๋ยหมัก จะต้องให้มีความชื้นน้อยที่สุด จะทำให้ค่าของมูลสัตว์ไม่เปลี่ยนแปลงในการคำนวณปริมาณการนำไปใช้

 

                     อัตราส่วนธาตุอาหารของมูลสัตว์ ที่ได้ศึกษาหาค่าเป็นร้อยละของ ความเป็นปุ๋ย วัดค่าได้ตามตารางต่อไปนี้

 

มูลสัตว์

ค่า N

ค่า P

ค่า K

รวม

(%)

(%)

(%)

(%)

มูลวัว

1.1

0.4

1.6

3.1

มูลหมู

1.3

2.4

1.0

4.7

มูลไก่ (ไข่)

2.7

6.3

2.0

11.0

มูลค้างคาว

3.1

12.2

0.6

15.9

               

               จากตารางดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ค่าของปุ๋ยในมูลสัตว์แต่ละชนิด ให้ค่าเป็นปุ๋ยแก่พืชไม่เท่ากัน การทำปุ๋ยหมักให้มีคุณภาพและได้ผลดีแก่พืชแต่ละชนิด ให้ผลไม่เท่ากันด้วย การทำปุ๋ยหมักผู้ผลิตจะใช้มูลสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงต้องศึกษาว่าปุ๋ยหมักที่จะผลิตนั้น เพื่อจะนำไปเสริมสร้างส่วนใดของต้นพืช ดังนั้นการผลิตปุ๋ยหมักเพื่อนำไปใช้ให้ตรงกับความต้องการ ควรปฏิบัติดังนี้

                1. การทำปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงลำต้น และใบ เพื่อใช้กับแปลงผักประเภทรับประทานใบ และลำต้น หรือพืชยืนต้นระยะเริ่มแรกที่ยังไม่ถึงระยะเวลาให้ผล การทำปุ๋ยหมักให้ใช้มูลสัตว์รวมหลายๆชนิด เพื่อเสริมสร้างส่วนต่างๆของพืชให้ครบถ้วน

                2. การทำปุ๋ยหมักเพื่อเร่งดอก และให้มีผลดก การทำปุ๋ยหมักควรใช้ มูลไก่ (ไข่) และมูลค้างคาว เนื่องจากมูลสัตว์ 2 ชนิดนี้ ทีค่าฟอสฟอรัส (P) สูง หากผู้ผลิตไม่มีมูลค้างคาว เนื่องจากจะหายากในบางพื้นที่ ก็ให้ใช้มูลไก่ (ไข่) ชนิดเดียว แต่เพิ่มปริมาณ เป็น 2 เท่า จะทำให้พืชเร่งออกดอก และมีผลดกมาก

                3. การทำปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงให้ผลโตและความสมบูรณ์ มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย การทำปุ๋ยหมัก สูตรนี้ให้ใช้มูลวัวและมูลไก่ (ไข่) เนื่องจากมูลสัตว์ 2 ชนิดนี้ มีธาตุอาหารประเภทโปรตัสเซี่ยม (K)  มากกว่ามูลสัตว์ประเภทอื่นๆ

 

เปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยเคมี

        ในการทำการเกษตร ผู้ผลิตโดยทั่วไปมีความเชื่อว่า การใช้ปุ๋ยเคมีใส่ต้นพืช จะทำให้ต้นพืชมีความเจริญเติบโตงอกงามได้รวดเร็วแน่นอน และใช้ปริมาณน้อย ขาดความเชื่อมั่นในการใช้ปุ๋ยหมัก ซึ่งคิดว่า       ต้องใช้ปริมาณมาก การทำยุ่งยาก และให้ผลต่อต้านพืชช้า จึงไม่นิยมใช้ปุ๋ยหมักในการปลูกพืช ระยะต่อมา ผลิตภัณฑ์จากพืชผลการเกษตรมีปัญหาด้านการตลาด ราคาตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูงประสบปัญหาการขาดทุน แต่ไม่มีทางเลือก เกษตรกรยิ่งผลิตมาก ยิ่งขาดทุนมาก เกิด  ปัญหาหนี้สิน ที่ไม่สามารถชำระเงินคืนแก่สถาบันการเงินได้ เป็น ปัญหา ระดับชาติที่รัฐบาลทุกสมัยจะต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอยู่อย่าง ต่อเนื่อง      อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ผลจากการทำเกษตรก้าวหน้านอกจาก จะทำให้ ดินเสียแล้ว ต้องใช้สารเคมีปราบแมลงและศัตรูติดต่อมาเป็น   เวลานานสารตกค้างในดินที่โดนน้ำชะล้างลงแม่น้ำลำคลอง เป็นเหตุให้เกิดสิ่งแวดล้อมเป็นพิษแก่พืช สัตว์ และมนุษย์ ผลกระทบต่อสุขภาพ เกษตรกรได้รับสารพิษจากสารเคมี ซึ่งใช้ฉีดพ่นในแปลงพืชเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานๆ เป็นผลให้ร่างกายสะสมสารพิษไว้มาก เกิดอาการเจ็บป่วย เป็นโรคร้ายแรงถึงขั้นพิการและเสียชีวิต ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เป็นภาระแก่ครอบครัวที่อาจจะต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเงินทอง นอกจากนั้นผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีสารพิษตกค้าง เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต้องเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ ทางการเกษตรอีกด้านหนึ่งด้วย จากผลกระทบดังกล่าวยังตกเป็นภาระของทางรัฐบาลที่ต้องทุ่มงบประมาณด้านสาธารณะสุข เพิ่มขึ้นปีละมากๆ ตามไปด้วย

 

                การผลิตพืชผัก  เกษตรกรเครือข่ายการผลิตผัก โครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืน ในพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรี ใช้ไม่พบ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ในการผลิตผักรายละ 1 ไร่ ดังข้อมูลการผลิตในปี 2543 โดยปฏิบัติดังนี้

                1. ไถดะและไถแปรอย่างละครั้ง แล้วตากดินไว้อย่างน้อย 7 วัน

                2. ชักร่อง ย่อยดิน ใส่ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ อัตราประมาณ 2 กิโลกรัม/ตาราเมตร ถ้าเป็นดินทราย ใส่ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ อัตราประมาณ 4 กิโลกรัม/ตารางเมตร หากดินร่วน ใส่ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ อัตราประมาณ 1.5 กิโลกรัม/ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน รดน้ำให้ชื้นแล้วใช้น้ำชีวภาพและกากน้ำตาลอย่างละ 5 ลิตรผสมกับน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่

                3.ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพในอัตราเดียวกับข้อ 2 ซ้ำอีกครั้งในตอนเช้าหรือเย็นของวันถัดไป คลุมฟางหรือคลุมพลาสติก ให้ดินมีความชื้น นานประมาณ 7วัน

                4. ผักกินใบและกินผล ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตร1 สูตรถั่วเหลือง สูตรนมสด สูตรใดสูตรหนึ่ง อัตรา 30-50 CC/น้ำ 20 ลิตร หลังเมล็ดงอกหรือย้ายกล้าประมาณ 7 วัน ในผักกินใบ ระยะออกดอกและติดผล ฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ สูตร 3 สูตร 4 สูตรนมสด สูตรถั่วเหลือง สูตรใดสูตรหนึ่ง อัตรา 30-50 CC/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน กรณีมีโรคที่เกิดจากเชื้อราหรือแมลงศัตรูพืช ใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อราหรือปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชผสมรวมไปด้วย โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพผสมรวมทั้งหมดในอัตรา 30-50 CC/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นหรือให้พร้อมกับน้ำระบบสปริงเกอร์ ทุก 5-7 วัน

                5. ผักกินใบ โรยแต่งหน้าให้ทั่งแปลงด้วยปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ทุก 15 วัน หลังเมล็ดงอกหรือย้ายกล้า อัตราประมาณ 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร ส่วนผักกินผล ใช้ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพโรยบริเวณโคนต้นในระยะติดผลและหลังเก็บผลผลิตอัตรา 50-100 กรัม/ต้น

...........................................................................................

แหล่งที่มา : สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน   กรมพัฒนาที่ดิน   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

...........................................................................................

 <<< กลับหน้าหลัก